1. ประเมินผิวมือ และวางแผนการรักษาโดยแพทย์ เพื่อความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
2. ถ่ายภาพก่อนการรักษา เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ
3. ทายาชาและนวดเบาๆ เพิ่มความสบายในระหว่างขั้นตอนการฉีด
4. เตรียมยาในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะกับคุณ
5. โปรแกรมฉีดเรเดียสซ์ อย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
6. เปรียบเทียบผลทันทีหลังการรักษา ผิวมือดูตึงขึ้น ผิวดูเรียบเนียนกระชับขึ้น




ผิวมือแห้งกร้าน มือเหี่ยวย่น ขาดความยืดหยุ่น หรือดูแฟบจนเห็นเส้นเลือดนูนชัดเจน อาการเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนและไขมันใต้ผิวตามวัย หรือจากการสัมผัสแสงแดดและมลภาวะในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้มือของคุณดูมีอายุเกินกว่าอายุจริง ลักษณะผิวหลังมือที่บางจนติดกระดูก หรือเห็นรอยเส้นเลือดเด่นชัด อาจทำให้รู้สึกไม่น่าสัมผัส และกำลังบอกถึงอายุจริงของคุณ ผิวมือแบบนี้มักส่งผลต่อความมั่นใจ เพราะแม้ผิวหน้าจะดูดีแต่หากมือดูไม่เรียบเนียน ก็อาจทำให้ภาพรวมดูขัดแย้งกันได้ การดูแลผิวมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
กระตุ้นคอลลาเจน Type 1 ขึ้นใหม่ 150%
กระตุ้นคอลลาเจน Type 3 ขึ้นใหม่ 130%
เพิ่มอีลาสติน 260%
เพิ่ม Angiogenesis
เพิ่ม Proteoglycan
เรเดียสซ์ โปรแกรม กับการฟื้นฟูผิวด้วย Collagen Biostimulator เป็นโปรแกรมที่ใช้สาร Calcium Hydroxylapatite (CaHA) สารที่พบในร่างกาย เช่น กระดูกและฟัน มาช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติขึ้น จากงานวิจัยระบุว่า สามารถฟื้นฟูผิวบริเวณหน้า ลำคอ และหลังมือ ช่วยแก้ปัญหาผิวที่มีริ้วรอย หรือหย่อนคล้อย เติมเต็มร่องผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้น และทำให้ผิวกระชับขึ้น โดยผลการรักษาสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1 ปี
ที่ BSL Clinic เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัญหาผิวตามสาเหตุ ด้วย Radiesse Program โดยแพทย์พร้อมออกแบบการรักษาให้เหมาะกับปัญหาของคุณ เพื่อผลลัพธ์ให้ผิวดูดีขึ้น เห็นผลหลังทำทันที และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แพทย์จะวิเคราะห์ปัญหาผิว และวางแผนการรักษาเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพ โปรแกรมฉีดเรเดียสซ์ใน 1 ครั้งสามารถเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังการฉีด และเนื่องจากเรเดียสซ์โปรแกรม มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง จากงานวิจัยระบุว่าผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ 1 ปีขึ้นปี ทั้งนี้เพื่อให้ผิวคงความเรียบเนียนขึ้น และดูดีอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ผู้ใช้บริการดูแลรักษาผิวอย่างสม่ำเสมอ
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
** ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย **
References
1. Bass L, Smith SR, Busso M, McClaren M. Calcium hydroxylapatite (Radiesse) for treatment of nasolabial folds: long-term safety and efficacy results. Aesthetic Surg J. 2010;30(2):235-8.
2. Emer J, Sundaram H. Aesthetic applications of calcium hydroxylapatite volumizing filler: an evidence-based review. J Drugs Dermatol. 2013;12(12):1345-54.
3. Zerbinati N, Calligaro A. Calcium hydroxylapatite treatment of human skin: evidence of collagen turnover through picrosirius red staining. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2018;11:29-35.
4. Schachter D, Bertucci V, Solish N. Calcium hydroxylapatite with integral lidocaine provides improved pain control for the correction of nasolabial folds. J Drugs Dermatol. 2016;15(8):1005-1010.
5. Yutskovskaya Y, Kogan EA. Improved neocollagenesis and skin mechanical properties after injection of diluted calcium hydroxylapatite in the neck and décolletage: A pilot study. J Drugs Dermatol. 2017;16(1):68-74.
6. Bass L, Smith SR, Busso M, McClaren M. Calcium hydroxylapatite (Radiesse) for treatment of nasolabial folds: long-term safety and efficacy results. Aesthetic Surg J. 2010;30(2):235-8.
แพทย์ประจำ BSL Clinic เลขว. 39678